“เดี๋ยวทำให้ดู” – เบื้องหลังเพลงในตำนาน ‘The Show Must Go On’ ของ Queen

“เดี๋ยวทำให้ดู” – เบื้องหลังเพลงในตำนาน ‘The Show Must Go On’ ของ Queen

หากใครเคยได้ฟังเพลงของวง Queen อาจจะรู้สึกขนลุกกันบ้างไม่มากก็น้อยกับเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ ดุดัน และพลังเสียงอันสุดยอดของ เฟรดดี้ เมอร์คิวรี่ (Freddie Mercury) ซึ่งหลายๆ เพลงก็มีทั้งเขียนขึ้นจากความรู้สึกของ เฟรดดี้ เอง ส่วนอีกหลายเพลงก็เขียนขึ้นโดยสมาชิกคนอื่นๆ ในวง และในบทเพลง The Show Must Go On ก็เป็นอีก 1 บทเพลงที่มือกีต้าร์อย่าง ไบรอัน เมย์ (Brian May) เขียนขึ้นและขับร้องโดย เฟรดดี้ เช่นเดิม เพิ่มเติมคือเบื้องหลังของเพลงนี้ที่ไม่ใช่แค่ลึกซึ้ง แต่ยังน่าเศร้าอีกด้วย

ในปี 1987 เฟรดดี้ เมอร์คิวรี่ ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเอดส์ และการออกสื่อครั้งสุดท้ายของเขาก็เกิดขึ้นในงาน Brit Award เมื่อปี 1990 โดยเขาได้รับรางวัล ‘ผู้สร้างคุณประโยชน์ที่โดดเด่นสำหรับวงการเพลงอังกฤษ (Outstanding Contribution to British Music)’ แม้เราจะเห็นว่า เฟรดดี้ เป็นคนขึ้นไปรับรางวัลเอง ด้วยสภาพร่างกายที่อ่อนระโหยโรยแรง ดูเหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก จน ไบรอัน เมย์ ต้องเป็นคนกล่าวสุนทรพจน์ให้ ส่วน เฟรดดี้ เป็นคนกล่าวปิดด้วยคำว่า ‘ขอบคุณ ราตรีสวัสดิ์ (Thank you. Goodnight)’ ด้วยสภาพร่างกายเช่นนี้เอง ทำให้ข่าวลือเรื่องที่เขาเป็นโรคเอดส์ก็แพร่สะพัดออกไปเป็นวงกว้างกว่าเดิม เพราะแม้เจ้าตัวจะเป็นดูเป็นคนร่าเริง บุคลิคโดดเด่น แต่เขาก็พยายามปิดเรื่องส่วนตัวอย่างถึงที่สุด ก่อนที่จะใส่คำใบ้ลงไปในอัลบั้มสุดท้ายของเขากับวงอย่าง Innuendo

การออกสื่อครั้งสุดท้ายของ เฟรดดี้ เมอร์คิวรี่ ในงาน Brit Award เมื่อปี 1990

บทเพลงสุดท้ายของราชาในนามราชินี

ในเพลง The Show Must Go On เพลงสุดท้ายในอัลบั้ม Innuendo ที่วางขายในปี 1991 6 สัปดาห์ก่อนที่ เฟรดดี้ จะอาการหนักจากโรคเอดส์ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ซึ่งก่อนหน้านั้นเพื่อนร่วมวงอย่าง ไบรอัน เมย์, โรเจอร์ เทเลอร์ และ จอห์น ดีคอน แม้จะถูกปิดบังความจริงจากนักร้องนำของพวกเขา แต่พวกเขาก็พอจะเดาสถานการณ์ได้จากการที่ เฟรดดี้ เริ่มตัวเล็กและผอมลงเรื่อยๆ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ยากที่สุดในการทำวงดนตรีของพวกเขาเลยทีเดียว ก่อนที่จะรู้สาเหตุของอาการในเวลาไม่นานต่อมา

วันหนึ่งทางวงกำลังทดลองบทเพลงกันอยู่ ไบรอัน ก็เกิดไอเดียบางอย่าง เขากล่าวในเวลาต่อมาว่า “เพลงนี้มันดังในหัวผมชัดเจนมาก เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน” ก่อนที่เขาจะเริ่มทำเดโม รวมถึงท่อน falsetto (ท่อนเสียงสูง) และนำไปให้คนในวงฟัง เขาหันไปหา เฟรดดี้ แล้วบอกว่าเขาไม่แน่ใจว่าด้วยสภาพร่างกายของ เฟรดดี้ ในขณะนี้จะสามารถขึ้นเสียงสูงขนาดนี้ได้ไหม เฟรดดี้ ลุกขึ้นยืน กระดกวอดก้าไปหนึ่งช็อตก่อนจะพูดว่า

“เอาไมค์มา เดี๋ยวทำให้ดู”

และแน่นอน แม้จะอยู่ในช่วงที่ยากลำบากที่สุด แต่ เฟรดดี้ ก็สามารถแสดงถึงความยอดเยี่ยมของเขาให้เห็นในเพลงนี้

เสียงของ เฟรดดี้ ในเพลง The Show Must Go On ขณะที่เขากำลังต่อสู้กับโรคเอดส์

บทเพลง The Show Must Go On เป็นสิ่งที่ทำให้เราเห็นว่า ไม่ว่าเบื้องหลังมันจะสาหัสเพียงใด คุณอาจอยู่ในช่วงที่ตกต่ำที่สุด ทรมานหรือเจ็บปวดที่สุด แต่สำหรับศิลปินคนนหนึ่ง สิ่งเหล่านั้นไม่ได้สำคัญไปมากกว่าสิ่งที่เขาอยากจะถ่ายทอดให้กับผู้คน แฟนๆ ของพวกเขา เพราะนั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในฐานะศิลปิน

นัยยะแฝงในบทเพลง The Show Must Go On

The Show Must Go On เป็นเหมือนอารมณ์ที่ซับซ้อนที่พยายามจะถ่ายทอดความรู้สึกเกี่ยวกับความตาย การเผชิญหน้ากับความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาอย่างช้าๆ และความหมายของชีวิตไปพร้อมๆ กัน ในนัยหนึ่ง เฟรดดี้ ก็ร้องเพลงนี้โดยใช้ความรู้สึกของตัวเองเป็นที่ตั้ง ส่วนในอีกนัยหนึ่ง ก็กำลังจะสื่อถึงว่าศิลปินยินดีที่จะปิดบังความเจ็บปวดส่วนตัว เพื่อให้แฟนๆ ยังคงมีรอยยิ้มกับผลงานของพวกเขาให้ได้มากที่สุด

เพลงนี้ได้ตั้งคำถามถึงชีวิตที่ไม่แน่นอนของพวกเราในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ความว่างเปล่า ความรู้สึกถูกทอดทิ้งภายในจิตใจของเรา ถูกตั้งคำถามตัวประโยค ‘เรากำลังใช้ชีวิตอยู่เพื่ออะไร (what are we living for)’ และ ‘เรากำลังมองหาอะไรกันอยู่ (what are looking for)’ ที่ถูกประสานด้วยเสียงดั่งออร์เคสตร้า ที่เหมือนพยายามจะแทรกเข้าไปในจุดลึกสุดของจิตใจเพื่อเค้นเอาคำตอบดังกล่าว

จากนั้น เพลงก็กระโดดเข้าสู่ท่อนคอรัส ‘the show must go on!’ ธีมหลักของเรื่อง ธีมหลักที่ เฟรดดี้ กำลังเชื่อมั่น และยังเป็นความเชื่อของเขาจนถึงวันสุดท้าย ‘ภายในของฉันกำลังแตกสลาย (Inside my heart is breaking)’ / ‘เครื่องหน้าของฉันกำลังร่วงโรย (my makeup may be flaking)’ / ‘แต่รอยยิ้มยังคงอยู่ (but the smile still stays on)’ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแพสชั่นของเขาต่อผู้อื่นแม้ว่าร่างกายใกล้จะถึงจุดขีดสุด

เฟรดดี้ กำลังยิ้มผ่านความเจ็บปวด บางทีมันอาจจะเป็นสิ่งที่ ไบรอัน เมย์ กำลังจะบอกเราเมื่อเขาเขียนเนื้อเพลงส่วนนี้

ฉันคิดว่าตัวเองกำลังเรียนรู้ (I guess I’m learning)

ว่าฉันจะได้อบอุ่นอีกครั้ง (I must be warmer now)

เพราะฉันกำลังก้าวเข้าสู่ (I’ll soon be turning)

สิ่งที่ฉันไม่อาจยั้ง (Round the corner now)

เฟรดดี้ เมอร์คิวรี่ ความตาย และความหมายของชีวิต

แต่เอาเข้าจริงๆ แม้ว่าบทเพลงนี้กำลังพูดถึงการเผชิญหน้ากับความตายที่กำลังเคลื่อนตัวมาอย่างช้าๆ สุดท้าย เฟรดดี้ ก็ยังแสดงให้เราเห็นว่าเขาพยายามที่จะมีชีวิต เขาต้องการสร้างเสียงเพลงและเขาก็ทำสำเร็จ จากท่อนที่ว่า ‘ในความมืดมิด ฉันดิ้นรนเพื่อเป็นอิสระ (Inside in the dark/ I’m aching to be free)’ และ ‘วิญญาณของฉันถูกแต้มสีดั่งปีกผีเสื้อ และฉันจะบินเพื่อนเอ๋ย (my soul is painted like the wings of butterfly… I can fly my friends)’ จิตวิญญาณที่ไม่ยอมแพ้ของเขาทำให้เราเรียนรู้ความหมายของชีวิตได้มากยิ่งขึ้น

หากเขายังมีชีวิตอยู่ วันนี้เขาจะอายุครบ 76 ปี 5 กันยายน สุขสันต์วันเกิด ‘ราชาในนามราชินี’ เฟรดดี้ เมอร์คิวรี่

Previous Post
Next Post